เรื่อง: ลาพิส ลาซูลี
ไม่บ่อยนักที่เราจะได้รู้จักเรื่องราวของบุคคลที่มีอิทธิพลด้านมืดและทำอะไรนอกกฎหมาย แต่ “เอล ชาโป” ผู้ถูกยกให้เป็นราชายาเสพติด รายนี้มีชีวิตจริงที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังเพื่อตีแผ่ธุรกิจมืดให้ทั่วโลกได้เห็น เขาได้ชื่อว่าเป็นวายร้ายจอมโหดที่ปราบยากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

ชื่อจริงของ เอล ชาโป คือ ฮัวคิน กุซมาน เป็นชาวเม็กซิกันที่เกิดในครอบครัวยากไร้ อาศัยอยู่ในถิ่นชนบทของเม็กซิโก วันเกิดของเขาไม่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่จะระบุว่าเป็นวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1957 ชีวิตของกุซมานเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก เขามักจะถูกพ่อทำร้ายร่างกายและต้องช่วยพ่อที่เป็นชาวไร่ลักลอบปลูกฝิ่นขาย ต่อมาก็ได้เริ่มปลูกกัญชาและส่งขายให้กับแก๊งค้ายาเสพติด
กุซมานได้รู้จักคนในแก๊งยาเสพติดมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นและก้าวสู่วงการนี้อย่างเต็มตัวในวัยยี่สิบเศษ เขาทำงานให้กับแก๊ง “กวาดาลาฮารา” ขบวนการค้ายารายใหญ่ของเม็กซิโกโดยไต่เต้าจากคนขับรถมาเป็นผู้ดูแลการขนส่งยาเสพติดข้ามชาติจากโคลอมเบียสู่เม็กซิโก สร้างชื่อในวงการด้วยฉายา เอล ชาโป ซึ่งเป็นคำสแลงในภาษาสเปนที่แปลว่า เจ้าเตี้ย (เขาสูงแค่ 164 ซม.)
จุดเริ่มต้นความมีอำนาจของเขามาถึงเมื่อผู้นำแก๊งกวาดาลาฮาราถูกจับ ในองค์กรแบ่งอำนาจกันใหม่ เขาได้ควบคุมพื้นที่ทางตะวันตกของเม็กซิโก นั่นคือ เมืองซีนาโลอา และแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นเขาก็ได้ก่อตั้งแก๊งซีนาโลอาขึ้นในปี 1989 และทำให้มันกลายเป็นอาณาจักรยาเสพติดที่ใหญ่โตภายในเวลาเพียง 4 ปี


มีผู้วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ทำให้กุซมานยิ่งใหญ่ได้เร็วเพราะการขนส่งยาเสพติดที่รอดพ้นหูตาเจ้าหน้าที่รัฐ เขาขนส่งผ่านอุโมงค์ลับที่ขุดไปจนถึงอเมริกา อุโมงค์ที่ว่านี้ลงทุนสร้างมหาศาลและได้ผู้สร้างเป็นเหล่าวิศวกรที่ถูกไล่ออกจากงานประจำ นอกจากนี้เขายังใช้วิธีซ่อนโคเคนไว้ในถังดับเพลิงหรือกระป๋องพริกไทยที่ปลอมฉลาก รวมถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐทั้งของเม็กซิโกและอเมริกาด้วย
กุซมานยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่จัดการเรื่องต่างๆ อย่างโหดเหี้ยมใครที่หักหลังเขาไปซื้อยากับแก๊งคู่แข่งมักจะมีจุดจบที่ไม่ได้ตายดี มีรายงานว่าเขาสั่งลูกน้องทรมานศัตรูก่อนจะฝังทั้งเป็น บางครั้งก็จ่อยิงหัวคนที่ไม่มาส่งยาตามกำหนด ในคฤหาสน์ของเขายังมี “ห้องเชือด” เอาไว้ให้นักฆ่าคนสนิทจัดการเก็บกวาดคนที่เขาสั่งตาย แก๊งของเขาถูกตั้งข้อสงสัยว่าฆาตกรรมคนมากกว่า 1,000 คน ทั่วเม็กซิโก
ปี 1993 กุซมานถูกจับครั้งที่ 1 เขาถูกตัดสินโทษจำคุก 20 ปี ในคุกที่มีมาตรการป้องกันเข้มงวดที่สุดในประเทศ แต่เขาก็ยังไม่หมดสิ้นอำนาจและยังสั่งการเรื่องต่างๆ ผ่านภรรยาที่มาเยี่ยม จากนั้นเขาก็เริ่มแผนการแหกคุกครั้งแรกในปี 2001 ด้วยการซ่อนอยู่ใต้กองเสื้อผ้าในรถเข็นซักรีด จากการสืบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่รู้เห็นเป็นใจกับการหลบหนีครั้งนี้ถึง 71 คน
หลังจากนั้น กุซมานยังลอยนวลอยู่ได้อีกกว่า 10 ปี แถมขยายอาณาจักรยาเสพติดของเขาออกไปทั่วโลกจนมีผู้ยกให้เป็น “ราชายาเสพติด” ต่อจากปาโบลเอสโคบาร์ที่เคยได้รับฉายานี้มาก่อน (คนนี้ก็มีชีวิตที่กลายมาเป็นหนังเหมือนกัน) กุซมานยังไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ แถมจัดปาร์ตี้ใหญ่โตที่มีทั้ง นักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐมาร่วมงานอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่มากล้นของเขาในเม็กซิโก


กุซมานถูกจับครั้งที่ 2 ในปี 2014 แต่เพียง 18 เดือนต่อมาเขาก็แหกคุกอีกครั้ง โดยหลบหนีไปตามอุโมงค์ที่ลอบให้คนของเขามาขุดไว้ อุโมงค์นี้เชื่อมต่อระหว่างห้องอาบน้ำในคุกกับบ้านของเขาที่กำลังสร้างอยู่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 2 กิโลเมตร เขาหนีรอดไปได้อีกครั้ง และการหนีครั้งนี้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก
ในขณะที่ใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ กุซมานได้ให้สัมภาษณ์กับ ฌอน เพนน์ นักแสดงชาวฮอลลีวูดชื่อดัง ด้วยเหตุผลว่าเขาอยากจะให้มีการสร้างหนังเกี่ยวกับชีวิตของเขา โดยจัดการติดต่อกับเพนน์ผ่านนักแสดงสาวชาวเม็กซิกัน ตอนนั้นเพนน์คิดว่าเป็นไปได้ยากที่จะสร้างหนังเกี่ยวกับราชายาเสพติดรายนี้ เขาจึงต่อรองขอตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของกุซมานแทน และได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของนิตยสารโรลลิ่งสโตนเมื่อปี 2016
ก่อนที่บทสัมภาษณ์จะเผยแพร่เพียง 1 วัน กุซมานได้ถูกจับเป็นครั้งที่ 3 แม้ไม่มีอะไรมายืนยัน แต่หลายคนเชื่อว่า เป็นเพราะกุซมานเผลอเปิดเผยร่องรอยของตัวเองจากคำพูดที่ให้สัมภาษณ์กับเพนน์จนกลายเป็นเบาะแสให้ทางการ อย่างไรก็ดี ครั้งนี้เขาถูกส่งตัวให้ศาลในอเมริกาตัดสิน
ในปี 2019 ศาลอเมริกาตัดสินให้กุซมานทำความผิดทุกข้อกล่าวหาที่เขาถูกฟ้อง ซึ่งครอบคลุมข้อหาการก่ออาชญากรรม การฟอกเงิน การใช้อาวุธ การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ โดยได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตและจ่ายค่าเสียหายอีกราวๆ 4 หมื่นกว่าล้านบาท
เรื่องราวชีวิตที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการด้านมืดและจุดต่ำสุดของ เอล ชาโป ได้เผยแพร่ผ่านเน็ตฟลิกซ์ตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งก็ต้องบอกว่า “สมใจ” ราชายาเสพติดที่ได้มีหนังของตัวเองในที่สุด แม้ว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ดูและกลับไปสู่วันที่เคยรุ่งโรจน์อีกแล้ว

