เรื่อง: ลาพิส ลาซูลี
ดูจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ดารานักร้องคนดังระดับโลกจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างเพื่อการช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ พวกเขาบริจาค ก่อตั้งมูลนิธิ และเดินขบวนร่วมกับใครต่อใครในเรื่องที่พวกเขาสนับสนุน และหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น แต่ถ้าจะยกคนดังสักคนที่ “ทำจริงและทำมานานแล้ว” แทบทุกสื่อจะยกให้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นผู้นำในเรื่องนี้


ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นนักแสดงฮอลลีวูดแถวหน้าของวงการ หนังหลายเรื่องที่เขารับบทเป็นพระเอก เราจะเห็นเขาต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมาย ผู้ก่อการร้าย หน่วยงานของรัฐโรคจิตเภท น้ำเย็นจัด สารเสพติดรวมถึงธรรมชาติที่โหดร้าย แต่ชีวิตนอกจอของเขา พระเอกวัย 44 ปีคนนี้มีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้กับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลร้ายต่อโลกของเรา
ดิคาปริโอเริ่มการต่อสู้นี้มาตั้งแต่ตอนอายุเพียง 24 ปี ในช่วงที่เขาเพิ่งโด่งดังจากบท แจ๊ค ดอว์สัน ในหนังเรื่องไททานิค เขาได้ศึกษาและร่วมก่อตั้งมูลนิธิไม่แสวงผลกำไรด้วยชื่อตัวเองว่า Leonardo DiCaprio Foundation (LDF) ในปี 1998 และได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรนานาชาติรวมถึงนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
จากมูลนิธิเล็กๆ ที่แม่ของเขาช่วยดูแล ปัจจุบันเติบโตเป็นมูลนิธิสากลที่มีเครือข่ายการทำงาน 50 ประเทศใน 5 ภูมิภาคทั่วโลก ภารกิจหลักของมูลนิธิ คือ ความพยายามแก้ไขปัญหาโลกร้อน การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและสัตว์หายาก การรักษาสมดุลทางชีวภาพทั้งบนบกและใต้ทะเล การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเพื่อคนพื้นเมือง รวมถึงการสนับสนุนสื่อด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แฟนๆ ที่ติดตามเขาจะรู้ดีว่า ดิคาปริโอใช้ความมีชื่อเสียงตอกย้ำให้คนตระหนักถึงปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกเวลาที่เขามีโอกาส เขาสร้างหนังสารคดีที่ตีแผ่ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เขาใช้เวทีออสการ์ตอกย้ำเรื่อง

โลกร้อนในปี 2016 ที่เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง The Revenant พื้นที่โซเชียลมีเดียของเขา 99.9% ก็มีแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม สัตว์สูญพันธุ์ และความยากจนของคนยากไร้
ก่อนหน้านี้ ดิคาปริโอได้โพสต์ข้อความลงอินสตาแกรมส่วนตัวเกี่ยวกับประเทศไทยด้วย เรื่องแรก เขาแสดงความยินดีที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งสามารถเพิ่มจำนวนเสือโคร่งในเขตอนุรักษ์ได้ถึง 60% นับจากปี 2010 เรื่องที่สอง เขาแสดงความสลดใจจากการจากไปของพะยูนน้อยมาเรียมที่เสียชีวิตเพราะปัญหาขยะในทะเล
ว่ากันตามจริง ถ้าเขาไม่โพสต์คนไทยก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศเราประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนเสือโคร่ง ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าเขาติดตามข่าวสารด้านนี้อย่างจริงจัง
ดิคาปริโอยังมีบทบาทในการเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเพื่อคนพื้นเมือง มูลนิธิของเขามีโครงการปกป้องถิ่นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองในเขตลุ่มน้ำแอมะซอน โครงการพัฒนาความเป็นอยู่และอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองดั้งเดิมในทวีปอเมริกา ยังไม่รวมว่าเขาเป็นหนึ่งในดาราฮอลลีวูดที่โดดเด่นเรื่องการอุ้มชูเด็กยากไร้ ตลอดจนการบริจาคเงินส่วนตัวจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอให้กับภัยพิบัติรุนแรงใดๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
นอกจากบทบาทนักแสดง เขาจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้เพื่อสังคม (philanthropist) อีกด้วย

ประวัติ Biography
ลีโอนาร์โด วิลเฮล์ม ดิคาปริโอ (Leonardo Wilhelm DiCaprio) เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1974 ที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เข้าวงการเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 15 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากหนังเรื่อง Romeo + Juliet (1996) ก่อนจะโด่งดังมากจากหนังเรื่อง Titanic (1997) เขายังมีผลงานการแสดงที่ประสบความสำเร็จอีกหลายเรื่อง เช่น The Aviator (2004) Blood Diamond (2006) Inception (2010) The Wolf of Wall Street (2013) และได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์จากหนังเรื่อง The Revenant (2015) หลังจาก ที่มีชื่อเสนอเข้าชิงถึง 5 ครั้ง

ถึงอย่างนั้น การทำงานด้านนี้ของเขาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้มีแต่เสียงชื่นชมเท่านั้น เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกระแสเรื่องโลกร้อนที่ยังมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ บางคนก็ตั้งคำถามว่าบทบาทนักเคลื่อนไหวของเขาเป็นไปเพียงเพื่อภาพลักษณ์และพื้นที่สื่อหรือไม่ สื่อฟ็อกซ์นิวส์ยังเคยเสียดสีเขาว่า “ลีโอแก้ภาวะโลกร้อนด้วยการเพิ่มภาวะโลกร้อน”เพราะเขามักจะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวและเรือยอร์ชไปทำงานด้านสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางเสียงทั้งบวกและลบนี้ ดิคาปริโอก็ยังพูดเรื่องเต่าสูญพันธุ์ น้ำแข็งขั้วโลกละลายและความยากจนในโซมาเลียต่อไปผ่านหนัง ผ่านเวที ผ่านการเดินขบวนผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งในบทบาทของนักเคลื่อนไหวและนักแสดงชื่อดัง
แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับบทบาทของเขา สิ่งหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธ คือ เขาเป็นกระบอกเสียงขนาดใหญ่ที่อย่างน้อยก็พยายามจะทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของการ “รักษา” และ “ให้” อะไรกลับคืนสู่สังคมและโลกบ้าง ดีกว่าอยู่เงียบๆ และตักตวงอย่างเดียว


