KOHLER ธุรกิจครอบครัวสุขภัณฑ์เพื่อชีวิต

0

ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนธุรกิจมากมายต้องถูก disrupt แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภัณฑ์และความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานดูจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ถึงอย่างนั้นใช่ว่าจะไม่มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในธุรกิจนี้ และเมื่อพูดถึงสุขภัณฑ์ หากจะไม่พูดถึงชื่อของ โคห์เลอร์ (Kohler) ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันที่เป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์ระดับโลก

บริษัทโคห์เลอร์กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 146 ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจของอเมริกาและยังคงความเป็นธุรกิจครอบครัวอย่างเข้มข้น ผู้บริหารของโคห์เลอร์เป็นสายเลือดของตระกูล “โคห์เลอร์” โดยตรง จากผู้ก่อตั้ง คือ จอห์น ไมเคิล โคห์เลอร์ (John Michael Kohler) ที่เริ่มต้นกิจการไว้ในปี ค.ศ. 1873 ขณะนี้สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นที่ 4 และย่างเข้าสู่รุ่นที่ 5 แล้ว

ครอบครัวโคห์เลอร์เป็นชาวออสเตรียนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา ทำธุรกิจฟาร์มโคนมและชีส โคห์เลอร์เป็นเซลส์แมนที่ต้องเดินทางไปทั่ว เขาแต่งงานกับลูกสาวเจ้าของโรงหล่อเหล็กแห่งตระกูลวอลราธ (Vollrath) ในเมืองเชยโบยแกน (Sheboygan) รัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) พ่อตาของโคห์เลอร์ได้มอบโรงหล่อเหล็กเล็กๆ พร้อมเครื่องจักรให้เขาเป็นของขวัญแต่งงาน เขาและพาร์ตเนอร์จึงก่อตั้งบริษัทชื่อ Kohler & Silberzahn ซึ่งผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนเหล็กเพื่อการทำเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ทางการเกษตร

ต่อมาพาร์ตเนอร์ของโคห์เลอร์ได้ถอนตัวออกไป โคห์เลอร์จึงเป็นผู้นำหลักของธุรกิจ เขาขยายโรงงานโดยเพิ่มโรงเคลือบอีนาเมลเข้ามาด้วย ในปี 1883 การเคลือบอีนาเมลหรือโลหะเคลือบถือเป็นสิ่งที่ทันสมัยในอเมริกายุคนั้น โคห์เลอร์ทดลองนำอ่างเหล็กที่ใช้ในโรงปศุสัตว์มาเคลือบอีนาเมล ทำให้อ่างดูสวยหรูมีความเงาวาว จากนั้นประดับขาต่อทั้งสี่ข้างและนำเสนอขายเป็น “อ่างอาบน้ำ” ใบแรกของบริษัท เขาขายอ่างอาบน้ำใบแรกนี้ให้ชาวนาในละแวกนั้น โดยแลกกับวัว 1 ตัว และไก่ 14 ตัว แต่สิ่งที่ได้มามากที่สุดคือไอเดียที่จะขยายธุรกิจมาสู่เครื่องสุขภัณฑ์

ช่วงทศวรรษที่ 1890 บริษัทโคห์เลอร์กลายเป็นธุรกิจที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงเรื่องระบบประปาซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ บริษัทเติบโตขึ้นมาก โคห์เลอร์ย้ายโรงงานเดิมที่ตั้งอยู่ในถิ่นของพ่อตามาอยู่ในเขตริเวอร์ไซด์ ห่างจากตัวเมืองเชยโบยแกนมาไม่ไกล สร้างโรงงานใหม่บนพื้นที่ประมาณ 54 ไร่ แต่เขาก็เสียชีวิตในปี 1900 ก่อนจะทันเห็นโรงงานแล้วเสร็จ ผู้รับช่วงต่อกิจการ คือ บุตรชายคนโต โรเบิร์ต เจ โคห์เลอร์ (Robert J. Kohler) แต่ดูแลได้เพียง 5 ปีก็เสียชีวิตในวัยหนุ่ม บริษัทจึงตกทอดสู่น้องชายของโรเบิร์ต คือ วอลเตอร์ เจ โคห์เลอร์ (Walter J. Kohler)

วอลเตอร์ในวัย 30 ปีเข้าดูแลธุรกิจของครอบครัวในปี 1905 และอยู่บริหารนานกว่า 30 ปี ในยุคของเขาบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Kohler Co. ซึ่งใช้มาถึงปัจจุบัน และก้าวสู่ความรุ่งโรจน์จนเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีสาขากระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกาและในลอนดอน พนักงานได้รับสวัสดิการอย่างดี ชุมชนโรงงานของโคห์เลอร์ในเขตริเวอร์ไซด์ หรือที่เรียกกันว่า หมู่บ้านโคห์เลอร์ (Kohler Village) ได้รับการออกแบบให้สวยงามน่าอยู่ มีการเปิด The American Club ซึ่งเป็นสปาแอนด์รีสอร์ทสำหรับพนักงานด้วย ภายหลังในปี 1981 คลับแห่งนี้กลายเป็นรีสอร์ทหรูไว้รองรับนักท่องเที่ยว

การเติบโตของบริษัทเริ่มมาจากการปฏิวัติวงการสุขภัณฑ์ครั้งสำคัญ ด้วยการผลิตอ่างอาบน้ำแบบบิลท์อินในปี 1911 ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีอ่างอาบน้ำสำเร็จรูปอยู่ภายในห้องน้ำ ทั้งได้รับการออกแบบให้ดูหรูหรา ปราศจากข้อต่อและรอยเชื่อมใดๆตามมาด้วยการผลิตห้องอาบน้ำที่มีสุขภัณฑ์พร้อมสรรพ นอกจากนี้ยังผลิตอ่างล้างจานแบบบิลท์อินด้วย          โคห์เลอร์ขยับเป้าหมายจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวมาสู่ผู้ผลิตสินค้าทุกประเภทเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิต บริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ภาชนะเครื่องครัว เครื่องลายคราม กระเบื้อง ทองเหลือง เหมืองแร่ เครื่องยนต์ ตลอดจนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอื่นๆ บริษัทยังสร้างโรงเคลือบที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นเจ้าเดียวในขณะนั้นที่นำเสนอสุขภัณฑ์ที่แวววาวเหมือนเครื่องลายคราม ทั้งมีสีสันแบบพาสเทล ทำให้ผู้บริโภคได้มีสุขภัณฑ์ที่นอกเหนือจากสีขาวเป็นครั้งแรกในปี 1927

ในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์นี้ วอลเตอร์ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินด้วย เรียกว่าประสบความสำเร็จทั้งในด้านธุรกิจและการเมือง อีกหลายปีต่อมา วอลเตอร์ จูเนียร์ ลูกชายของเขาก็ได้รับเลือกตั้งในตำแหน่งเดียวกัน อย่างไรก็ดี ช่วงทศวรรษที่ 1930 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ชนแรงงานรวมกลุ่มกันประท้วงนายจ้างไปทั่วประเทศ โคห์เลอร์เองก็ได้รับผลกระทบ รายได้ของบริษัทที่ตกต่ำลงมากส่งผลให้สวัสดิการพนักงานย่ำแย่ลงจนต้องปลดพนักงาน กระทั่งแรงงานของบริษัทออกมาประท้วงในปี 1934

การประท้วงรุนแรงถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในหมู่บ้านโคห์เลอร์ อีกทั้งบริษัทยังเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ด้านระบบประปาที่ถูกฟ้องข้อหารวมหัวกันทำให้ราคาสินค้าที่เกี่ยวกับประปามีราคาสูง คนในตระกูลกล่าวว่าปัญหาเหล่านี้มีส่วนทำให้วอลเตอร์ป่วยด้วยโรคหัวใจจนเสียชีวิตในปี 1940

เฮอร์เบิร์ต วอลราธ โคห์เลอร์ (Herbert Vollrath Kohler) น้องชายของวอลเตอร์ได้ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของธุรกิจรุ่นที่ 3 เขามีความสามารถมากในการรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงฝ่าปัญหาการประท้วงของคนงานที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าครั้งก่อน เฮอร์เบิร์ตเป็นคนไม่อ่อนข้อ การประท้วงจึงยืดเยื้อนานถึง 6 ปี แต่ก็จบลงที่บริษัทยอมจ่ายค่าจ้าง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คืนให้กับอดีตพนักงาน 1,400 คน และมอบเงินให้กองทุนบำนาญของพนักงานอีก 1.5 ล้านดอลลาร์ฯ

ช่วงที่มีการประท้วง แม้ภาพลักษณ์ของบริษัทจะเสียหายไปบ้าง แต่เฮอร์เบิร์ตจ้างแรงงานจากที่อื่นเข้ามาทำการผลิต และเพราะเป็นอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นของชีวิตจึงไม่ได้รับผลกระทบทางด้านการผลิตและยอดขายมากนัก ในปี 1964 บริษัทเปิดตัวอ่างล้างหน้าที่ทำจากโลหะ โดยออกแบบให้ไร้ขอบและเคลือบกระเบื้องอย่างสวยงาม ตามติดด้วยโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างจานที่ดีไซน์ในลักษณะเดียวกัน

ในปี 1967 บริษัทออกแคมเปญชื่อ “The Bold Look of Kohler” (แปลได้ว่า “รูปลักษณ์ที่โดดเด่นของโคห์เลอร์”) เพื่อสร้างความแตกต่างด้วยสุขภัณฑ์ที่มีสีสันสดใสเป็นครั้งแรก โดยนำงานศิลปะเข้ามาร่วมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แคมเปญนี้เป็นคอนเซ็ปต์หลักของโคห์เลอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นคือนอกเหนือจากคุณภาพและการใช้งานแล้ว ยังใส่ใจทุกความงามในการดีไซน์เพื่อสุนทรียภาพของชีวิตด้วย

เมื่อเฮอร์เบิร์ตเสียชีวิตในปี 1968 ลูกชายของเขา คือ เฮอร์เบิร์ต จูเนียร์ (Herbert Vollrath Kohler Jr) ก็ได้รับเลือกเป็น CEO ในปี 1972 ขณะอายุ 33 ปี ช่วงวัยเดียวกับผู้นำเจเนอเรชั่นก่อนๆ และยังเป็นหลักสำคัญของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน ในยุคของเฮอร์เบิร์ต จูเนียร์ เป็นช่วงของการขยายอาณาจักรโคห์เลอร์ออกไปอีก ทั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รีสอร์ท สนามกอล์ฟรวมทั้งขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียที่มีการเปิดโรงงานในจีนและอินเดีย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังถือเป็นแบรนด์ระดับท็อปเรื่องห้องน้ำและห้องครัวใน 2 ประเทศนี้ รวมถึงในประเทศไทยด้วย

ยังมีการประท้วงของแรงงานเกิดขึ้นอีกในปี 1983 และ 2015 แต่เฮอร์เบิร์ต จูเนียร์ มีความประนีประนอมกว่าพ่อของเขา เหตุประท้วงจึงไม่รุนแรงบานปลายเช่นครั้งก่อนๆ เขาส่งไม้ต่อธุรกิจที่ยาวนานกว่า 140 ปีสู่มือลูกชาย คือ เดวิด โคห์เลอร์(Devid Kohler) ในปี 2015 โดยตัวเขาเองในปัจจุบันมีอายุ 80 ปี ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของบริษัท

ผ่านมาเนิ่นนานเราอาจจะรู้สึกว่าสุขภัณฑ์และเครื่องครัวต่างๆ ที่เราใช้ดูไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ต่างจากมือถือที่เปลี่ยนมาสู่สมาร์ทโฟน แต่ทุกดีไซน์ที่โดดเด่น คุณภาพ และความสะดวกสบายที่เราสัมผัสได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือนวัตกรรมที่ผ่านการพัฒนาอยู่ตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตเราในทุกยุคสมัย และก็เป็นคีย์สำคัญที่ทำให้บริษัทโคห์เลอร์คงความเข้มแข็งมาถึงทุกวันนี้

 

รวบรวมเรียบเรียงจาก:
https://en.wikipedia.org/wiki/Kohler_Co.
https://en.wikipedia.org/wiki/Walter_J._Kohler_Sr.
https://en.wikipedia.org/wiki/Herbert_Kohler_Jr.
https://www.kohler.co.th/about-us
http://www.kohlercompany.com/who-we-are/our-history/
https://www.seventide.com/kohler-enters-the-plumbing-industry/
ที่มาภาพ
https://timelinekohlerla.tumblr.com/post/90354741757
https://www.kohlercompany.com/who-we-are/our-history/
https://ideas.kohler.com/ https://phplumbingheating.com/kohler/
https://www.kantjournal.com/kohlerexperiencecenterbangkok/
https://ideas.kohler.com/
https://www.lodgekohler.com/
Share.