Fake News & Fast World

0

เมื่อ “ความเร็ว” สวนทางกับ “ความจริง”
เชื่อ • แชร์ • ส่งต่อ: วงจรเล็กๆ
ที่เราต้องหยุดเพื่อ “คิดให้ช้าลง”

ในยุคที่เสียงแจ้งเตือนมือถือดังตั้งแต่ลืมตาตื่น ข้อมูลมหาศาลไหลผ่านหน้าจอเราตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง Facebook, Line, TikTok ไปจนถึง Group Chat ที่ทำงาน ท่ามกลางกระแสข้อมูลที่เชี่ยวกรากนี้ “ข่าวปลอม” (Fake News) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

บางข่าวดูน่าเชื่อถือ บางโพสต์มีภาพประกอบชัดเจน บางเรื่องมีคนแชร์ต่อจำนวนมากจนรู้สึกว่า “น่าจะจริง” แต่นั้นคือการถูกออกแบบมาให้ “แนบเนียนจนน่าเชื่อ” ตั้งแต่แรกเห็น

จากงานวิจัยเรื่อง “How Thai People Consider and Respond to Fake News” โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมคนไทยกว่า 1,120 คน ทั่วประเทศ และพบว่า คนไทยจำนวนมากพบเจอข่าวปลอมอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานอายุ 18-45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งาน Social Media อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่น่าสนใจ คือ หลายคน ไม่ได้หลงเชื่อข่าวปลอมเพราะ “ไม่รู้” แต่เกิดจาก “ความคุ้นชิน” กับการรับข้อมูลที่รวดเร็วมาก เกินไป โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับ สุขภาพ เศรษฐกิจ การเมือง หรือสถานการณ์ที่กระทบต่อชีวิตและการทำงาน ข่าวเหล่านี้ มักถูกส่งต่อกันเร็ว เพราะสร้างความกังวลและกระตุ้นอารมณ์ได้ง่าย

งานวิจัยยังพบอีกว่า คนที่ สามารถแยกแยะข่าวปลอม ได้ดี มักมีพฤติกรรมบางอย่างร่วมกัน คือ ไม่รีบเชื่อ และไม่รีบ แชร์ทันที

ผู้เขียน: ทีม KNOWLEDGE MANAGEMENT (KM)

เมื่อข่าวปลอม… บุกออฟฟิศ!

ในโลกการทำงาน ข่าวปลอมอาจ ส่งผลรุนแรงมากกว่าที่คุณคิด ข่าวลือเรื่องเศรษฐกิจที่คลาดเคลื่อน หรือข้อมูล AI และข้อกฎหมายที่ผิดเพี้ยน อาจนำไปสู่ การตัดสินใจที่ผิดพลาด (Wrong Decision) และสร้างความระแวงในทีม

ปัจจุบัน “Media Literacy” (การรู้ เท่าทันสื่อ) จึงไม่ได้เป็นแค่ทักษะส่วนบุคคล แต่เป็น Core Competency ที่องค์กรยุคใหม่ต้องการ เพื่อสร้างสังคมการทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง 

ยิ่งในยุคที่องค์กรต้องทำงานรวดเร็ว การแชร์ข้อมูลต่อกันใน Group Chat หรือ Social Platform ภายในองค์กรกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้ข้อมูลที่ยัง ไม่ตรวจสอบแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

หลายองค์กรทั่วโลกจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ “Media Literacy” หรือทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ทักษะส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็น Core Competency ที่องค์กรยุคใหม่ต้องการ เพื่อสร้างสังคมการทำงานที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานของความจริง

ฟินแลนด์: ตัวอย่างของประเทศที่สร้าง “ภูมิคุ้มกันข่าวปลอม”

หนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับเรื่องการรับมือกับข่าวปลอมมากที่สุด คือ Finland สิ่งที่ฟินแลนด์ทำ ไม่ใช่การห้ามใช้ Social Media แต่คือ การสอนให้คน “คิด” ก่อนเชื่อ เด็กๆ ในโรงเรียนถูกฝึกให้ ตั้งคำถามกับข้อมูลออนไลน์ตั้งแต่เล็ก เช่น

“ใครเป็นคนโพสต์?” “มีหลักฐานอ้างอิง หรือไม่?” “ข้อความนี้กำลังพยายามชี้นำเราอยู่ หรือเปล่า?”  

รวมถึงฝึกวิเคราะห์ข่าวจริง และข่าวปลอมควบคู่กัน เพื่อสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ตั้งแต่ในห้องเรียน

Checklist 3 ขั้นตอน: หยุด… คิด… ก่อนคลิกแชร์ เพื่อให้สังคมการทำงานของเราเป็นสังคมที่เปี่ยมด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพ มาลองใช้สูตรนี้กัน

1. อ่านให้จบ (Check the Content) อย่าตกเป็นเหยื่อ เรียกยอดคลิก (Clickbait) ที่พาดหัวแรงๆ มักสวนทาง กับเนื้อหาข้างใน
2. เช็กแหล่งที่มา (Check the Source) ตรวจสอบว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง หรือมีแหล่งข่าวอื่นยืนยัน อย่างน้อย 2 แหล่งหรือไม่
3. ไม่ชัวร์… ไม่แชร์ (Stop the Spread) หากมีความลังเลแม้เพียง 1% การ “นิ่งเฉย” และ “ไม่ส่งต่อ” คือการตัดวงจรข่าวปลอมที่ทรงพลังที่สุด

ในโลกของข้อมูล “ความเร็ว”อาจดูเท่…แต่ “ความถูกต้อง” คือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน เพราะบางครั้ง…การหยุดคิดอีกนิดก่อนกดแชร์ อาจช่วยปกป้องทีมและองค์กรของเราได้มากกว่าที่คิด

อ้างอิง:
บทความวิชาการ “How Thai People Consider and Respond to Fake News” วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ Chulalongkorn University เผยแพร่วันที่ 22 เมษายน 2565 ThaiPublica – รับมือกับ fake news
วรากรณ์ สามโกเศศ. “รับมือกับ fake news.” ThaiPublica, เผยแพร่วันที่ 1 มกราคม 2562.
บทความ “Educated decisions: Finnish media literacy deters disinformation”
จากเว็บไซต์ thisisFINLAND บทความ “สร้างทักษะรู้เท่าทันข่าว เพื่อรับมือกับข่าวปลอม” จาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand)
Share.