ถ้าคุณอยากไปเดินเล่นริมทะเลท่ามกลางสายลมและแสงแดดในที่ที่ “ใกล้กรุงเทพฯ
วันเดียวก็เที่ยวได้” แต่ไม่อยากไปเจอความคึกคักวุ่นวายที่พัทยาหรือบางแสน เราขอแนะนำ “เกาะสีชัง” ที่จะมอบความชิลล์และความสงบให้คุณได้มากกว่า และนอกจากทะเลแล้ว
ที่นี่ยังบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่าน “พระจุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังบนเกาะแห่งเดียวของไทยอีกด้วย

พระจุฑาธุชราชฐาน
พระราชวังที่ดูเรียบง่าย สงบ ร่มรื่น ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินลาดชันริมทะเล มีการออกแบบให้อาคารและสวนรุกขชาติต่างๆ อยู่ลัดเลาะไปตามเนินเขา เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายภาพสวยๆ คู่กับสถาปัตยกรรมโบราณ และเป็นที่ที่คนบนเกาะนิยมมาออกกำลังกายเพราะมีอากาศที่บริสุทธิ์มาก สมกับที่เคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนและสถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีต

สะพานอัษฎางค์
จุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดบนเกาะ เป็นสะพานไม้สีขาวทอดยาวลงสู่ทะเล ตั้งชื่อตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ผู้เคยมาประทับรักษาพระอาการประชวร ณ เกาะสีชัง สะพานได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2545

เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์
เรือนทั้งสาม เรียกว่า “อาไศรยสถาน” สร้างขึ้นก่อนพระราชวังเพื่อให้เป็นเรือนพักสำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่มาพักฟื้น ปัจจุบันมีการจัดนิทรรศการภายในตัวเรือน ได้แก่ เหตุการณ์สำคัญต่างๆ บนเกาะสีชัง พระราชประวัติเจ้านายผู้มีบทบาทกับเกาะสีชังในอดีต และนิทรรศการสิ่งปลูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
เรือนไม้ริมทะเล
เรือนไม้ทรงขนมปังขิงที่ตั้งอยู่ริมทะเล คาดว่าเป็นบ้านพักตากอากาศของชาวตะวันตกที่มาสร้างไว้ตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาได้รับการปรับปรุงให้เป็นที่ประทับพักแรมของพระราชวงศ์ และทุกวันนี้เป็นคาเฟ่ริมทะเลที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารว่างให้กับผู้มาเยือน


ข้อมูลพระราชวัง
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2435 ในสมัยรัชกาลที่ 5เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนและเรือนไม้โปร่งตามแบบตะวันตก “พระจุฑาธุชราชฐาน” เป็นนามที่ตั้งขึ้นตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ผู้ประสูติ ณ พระราชวังแห่งนี้ แต่หลังจากเริ่มสร้างได้เพียง 1 ปีก็ได้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้การก่อสร้างพระตำหนักต่างๆ
ต้องหยุดชะงักลง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นที่รับเสด็จแปรพระราชฐานอีกเลย ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดูแลโบราณสถานในเขตพระจุฑาธุชราชฐานที่ยังหลงเหลืออยู่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สีชัง
ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ถ้าเช่ารถสกายแล็ปหรือสองแถวเขาจะพามาเที่ยวที่นี่เป็นจุดแรก ว่ากันว่าถ้าไม่มาไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่องค์นี้ก็เหมือนมาไม่ถึงสีชัง และถ้าได้มาไหว้ติดต่อกัน 3 ปีจะสมปรารถนาในสิ่งที่ขอ ระยะทางเดินขึ้นเขาไม่ถึงกับเหนื่อยจนเกินไป แต่ถ้าใครเดินไม่ไหว ที่นี่มีรถกระเช้าคันเล็กๆ ให้บริการ นอกจากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้ว ที่นี่ยังมีศาลอื่นๆ ให้มากราบไหว้อีกมากมาย อาทิ ศาลเจ้าแม่กวนอิม ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย ฯลฯ



รอยพระพุทธบาท
ข้างๆ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่จะมีทางแยกให้เดินขึ้นไปนมัสการศิลารอยพระพุทธบาท ซึ่งต้องเดินขึ้นไปอีก 268 เมตร ศิลาพระพุทธบาทนี้เป็นองค์โบราณจริงๆ ด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงได้มาจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดให้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ ไหล่เขาแห่งนี้และพระราชทานชื่อไหล่เขาว่า “ไหล่คยาศิระแห่งยอดเขาพระจุลจอมเกล้า”


จุดชมวิวไฮไลท์
ช่องอิศริยาภรณ์ (ช่องเขาขาด) จุดชมวิวยอดฮิตที่คู่รักนิยมมาเดินทอดน่องไปบนสะพานปูนสีขาวที่ทอดยาวลงไปถึงหาดหินด้านล่าง สองข้างทางเป็นวิวทะเลและผาสูง ที่แห่งนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยม ขณะที่คนท้องถิ่นจะมานั่งตกปลาบริเวณโขดผา เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกาะสีชังได้รับฉายาว่า “เกาะแห่งความโรแมนติก”
ต้นไม้ใหญ่ของแผ่นดิน
ต้นเลียบประวิช ในพื้นที่ของโฮมสเตย์พลังสตรีไทยมีต้นเลียบอายุกว่า 100 ปีอยู่ 2 ต้น ลำต้นมีขนาดใหญ่มาก และลำต้นหนึ่งเอนพิงเข้าหาอีกลำต้นหนึ่งจนมีลักษณะค้ำยันกันไว้ทำให้ดูสวยแปลกตา จะเรียกว่าเป็นUnseen สีชังก็ได้ มีความพิเศษคือเป็นต้นไม้ที่รัชกาลที่ 5 ทรงปลูกและทรงตั้งชื่อต้นไม้ตามพระนามของพระองค์เจ้าประวิตร
วัฒโนดม พระโอรสลำดับที่ 15 ของพระองค์ ใต้ต้นเลียบยังมีศาล “ศาลาพระองค์เจ้าประวิช” ซึ่งเป็นศาลที่เก่าแก่และเป็นที่เคารพของคนในท้องถิ่นด้วย

- การเดินทางข้ามฟาก
– นั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือเกาะลอย อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
– ระยะทาง 12 กิโลเมตร
– มีที่จอดรถยนต์ส่วนตัวบริเวณสวนสาธารณะท่าเรือเกาะลอย - การเดินทางบนเกาะ
– รถสกายแล็ป (สามล้อ) เช่าทั้งวัน 250 บาท
– รถสองแถว เช่าทั้งวัน 400 บาท
– มอเตอร์ไซค์ เช่าทั้งวัน 250 บาท
– จักรยาน เช่าทั้งวัน 100-150 บาท
– สถานที่เช่ารถอยู่บริเวณท่าเรือ