บริษัทชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะ Google, Facebook, Netflix, Amazon ล้วนมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งจนเป็นกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จในทุกวันนี้ มาดูกันว่าวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเหล่านี้มีข้อไหนที่เหมือนกันบ้าง
- ทำออฟฟิศให้คนอยากทำงาน
เพราะบรรยากาศช่วยสร้างไอเดียได้มากกว่าที่คิด ทั้ง Google, Facebook, Amazon จึงให้ความสำคัญกับการสร้างออฟฟิศให้น่าอยู่ โดยทำให้เป็นเหมือนศูนย์การเรียนรู้ที่มีมุมสบายๆ พร้อมเครื่องเล่นให้ผ่อนคลาย ไปจนถึงการสร้างสวนป่ากันเลยทีเดียว - ไม่ตามคู่แข่ง
พวกเขาศึกษาคู่แข่งให้รู้แต่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับคู่แข่งมากจนเกินไป การที่คู่แข่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ได้แปลว่าต้องออกตาม เพราะนั่นก็จะกลายเป็นตามคู่แข่ง บริษัทเหล่านี้จึงโฟกัสในโปรเจคต์ที่ทำอยู่และมองหาช่องทางใหม่ๆ ที่ตนจะเป็นผู้นำได้ - ให้อิสระในการทำงาน
องค์กรเหล่านี้มองว่าพวกเขาได้จ้างคนเก่งและมีวุฒิภาวะมาทำงานแล้ว จึงให้แต่ละคนมีอิสระในการทำงานตามสไตล์ของตัวเอง อยากจะค้นคว้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และปล่อยให้พนักงานจัดสรรเวลาทำงานด้วยตัวเอง - หนักแน่นในจุดยืน ผ่อนปรนวิธีการ
ขณะที่องค์กรมากมายไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่เพราะทำมานานแล้ว แต่องค์กรเหล่านี้มีแผนการที่เปลี่ยนได้ปีต่อปีหรือเร็วกว่านั้น เพราะรู้ว่าโลกเปลี่ยนเร็วขนาดไหน แต่ถึงวิธีทำงานจะเปลี่ยนไป เป้าหมายหลักขององค์กรยังไม่เปลี่ยนแปลง - เก็บแต่คนที่ทำงานเก่ง
องค์กรเหล่านี้ให้อิสระคนทำงานให้ผลตอบแทนรวมทั้งบรรยากาศการทำงานที่ดี พวกเขาย่อมคาดหวังผลงานที่ยอดเยี่ยมกลับมา ดังนั้นถ้าใครเป็นตัวถ่วงคนๆ นั้นก็จะไม่ได้ไปต่อ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมองค์กรเหล่านี้มีแต่พวกหัวกะทิ - สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน
พวกเขาปลูกฝังให้พนักงานรักองค์กรและอยากเติบโตไปพร้อมกับบริษัท โดยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่แบ่งแยกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนพร้อมจะแก้ปัญหาร่วมกัน แม้ว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง เป็นการลบทัศนคติที่ว่า “ไม่ใช่งานเรา ไม่เข้าไปยุ่ง” - เป็นที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เราจะเห็นแนวคิดเรื่องทำอย่างหนึ่งให้ดีที่สุด (Focus on one thing) ก่อนที่จะก้าวต่อไปทำอย่างอื่นจากบริษัทชั้นนำเหล่านี้ เช่น Google ซึ่งไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำฟังก์ชันค้นหาข้อมูลแต่เป็นเจ้าที่ทำได้ดีที่สุด หรือ Netflix เองที่กำลังโดดเด่นและเป็นผู้นำเรื่อง VDO streaming - มีลูกบ้าพอสมควร
เนื่องจากแนวคิดที่เปิดให้ใครก็โยนความคิดใหม่ๆ ได้ บางครั้งจึงอาจมีไอเดียที่ดูเหมือนตลกและเหลือเชื่อ แต่คนในองค์กรเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนให้กล้าทดลองทำอะไรที่ดูบ้าๆ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ - แชร์ข้อมูลอย่างเปิดเผย
เมื่อรู้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรไม่ว่าจะบวกหรือลบตลอดจนผลประกอบการของบริษัท จะมีการแชร์ให้รู้ทั่วกัน ถ้าเป็นปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไขถ้าเป็นด้านบวกทุกคนจะได้มีกำลังใจ เป็นวิธีสร้างความรู้สึกร่วมกันให้พนักงาน - ตัดสินใจด้วยข้อมูล
จริงอยู่ว่าพวกเขามีความเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจบางอย่าง พวกเขาจะเน้นข้อมูลหรือผลลัพธ์เป็นหลัก เพราะถ้าเน้นความคิดเห็นก็จะเถียงกันไม่จบไม่สิ้น ในที่สุดจึงต้องลองไปทำแล้วนำผลลัพธ์มาตัดสิน - เลี่ยงการควบคุมจากบนลงล่าง
ระบบการทำงานของพวกเขาไม่เน้นการรอคำสั่งจากเบื้องบนเพื่อดำเนินการ หลีกเลี่ยงการประชุมที่มากเกินไปจนไม่ได้ลงมือซะที และหลีกเลี่ยงขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าจะได้ลงมือทำ ลักษณะการทำงานของพวกเขาจึงเสมือนเป็นนายของตัวเอง - กล้าได้กล้าเสีย
หากวันรุ่งขึ้นพบว่าผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่กำลังทำอยู่จะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พวกเขาก็ใจถึงพอจะทิ้งโปรเจคต์ใหญ่และมองหาแนวทางใหม่ทันที พวกเขามองว่าการเปลี่ยนใจไม่ใช่เรื่องไม่ดี ยิ่งในยุคที่มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน